ผู้โจมตีจะทำโดยการใช้กองทัพอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ (เรียกว่า Botnet) ซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์ กล้องวงจรปิด หรืออุปกรณ์ IoT นับแสนเครื่องจากทั่วโลก ส่งปริมาณข้อมูล (Traffic) หรือคำสั่งร้องขอจำนวนมหาศาลเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์เป้าหมายพร้อมๆ กัน จนระบบประมวลผลไม่ทันและพังทลายลงในที่สุด เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ เหมือนมีคนจ้างหน้าม้าหลักหมื่นคนให้วิ่งเข้าไปออและยืนขวางหน้าประตูธนาคารพร้อมๆ กัน จนทำให้ลูกค้าตัวจริงไม่สามารถเดินเข้าไปทำธุรกรรมได้

ทำไมธุรกิจแบงก์กิ้ง (Banking) ถึงกลัวการโจมตีนี้?
อุตสาหกรรมการเงินและธนาคารตกเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของการโจมตีแบบ DDoS ด้วยเหตุผลที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจ ดังนี้:
ทุกวินาทีที่ Mobile Banking, ระบบ Payment Gateway หรือตู้ ATM ขัดข้อง หมายถึงธุรกรรมทางการเงินหลายล้านรายการถูกแช่แข็ง ธุรกิจไม่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้ และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
“ความน่าเชื่อถือ” คือสินค้าที่สำคัญที่สุดของธนาคาร หากลูกค้าต้องการโอนเงินด่วนแต่แอปฯ ล่ม ความตื่นตระหนกจะเกิดขึ้นทันที และข่าวการล่มของระบบธนาคารมักถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างประเมินค่าไม่ได้
นี่คือสิ่งที่ทีม Cyber Security กลัวที่สุด หลายครั้งที่แฮกเกอร์ใช้ DDoS เป็นเพียง “ตัวล่อ” เพื่อสร้างความวุ่นวาย ทำให้ทีม IT และระบบรักษาความปลอดภัยต้องระดมกำลังไปแก้ปัญหาเว็บล่ม ในจังหวะชุลมุนนั้น แฮกเกอร์จะฉวยโอกาสเจาะช่องโหว่ (Vulnerability) ของระบบหลังบ้านเพื่อเข้าไปขโมยข้อมูลลูกค้า รหัสผ่าน หรือปล่อย Ransomware ซึ่งการทำ VAPT (Vulnerability Assessment and Penetration Testing) อย่างสม่ำเสมอจึงจำเป็นมากเพื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้
ธนาคารอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย) หากระบบล่มเกินเวลาที่กำหนด ธนาคารอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมาย ค่าปรับที่รุนแรง และต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับลูกค้า
ติดต่อเราเพื่อทดลองใช้งานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
📞 Tel: 02-690-3888
📧 Email: sales@proen.co.th




